MyLife

2006/Feb/24

รู้สึกไหมว่า blog ผมเหมือน lecture มากขึ้นทุกวัน ฮ่าๆๆๆ เอาเถอะ ไม่เหมือนใครดี อีกหน่อยไปเล่นหนังบ้าง ชื่อเรื่องโด จัง เกย์ reality ชีวิตหมอไทย ดีกว่า ฮ่าๆๆๆ

เมื่อวานนี้มีคนไข้ Chronic Pancreatitis มาโรงพยาบาล

มันคืออะไรเหรอ ???

Chronic Pancreatitis แปลว่า โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง

เรามาพื้นฐานกันก่อนดีกว่าไหมครับ ตับอ่อนเป็นอวัยวะอย่างหนึ่งในช่องท้อง ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยอาหารต่างๆที่เกินเข้าไป โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมันกับแป้ง (basic มากๆจนผมเองก็เกือบๆจะลืมไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ)

มันก็ทำหน้าที่ของมันไป กินอะไรเข้าไปก้ผลิตน้ำย่อยออกมา จนวันนึงมีอะไรบางอย่างที่ไปทำร้ายตับอ่อน ที่พบได้บ่อยก็คือการดื่มสุราเป็นปริมาณมากเป็นประจำ (อีกสาเหตุคือนิ่วในทางเดินน้ำดีแต่ว่าพบได้น้อยกว่า)

ตับอ่อนน้อยๆที่น่าสงสารก็จะบาดเจ็บตามที่หมอเรียกว่าตับอ่อนอักเสบน้ำย่อยอะไรต่างๆที่เคยอยู่ในตัวอ่อนก็จะรั่วออกมา ย่อยทุกสิ่งทุกอย่างในช่องท้อง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องมาก

ถ้าเป็นครั้งแรกก็เรียกว่า ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (acute pancreatitis) เมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ก็จับคนไข้อดข้าว เพื่อให้ตับอ่อนทำงานน้อยลง จะได้ไม่ผลอตน้ำย่อยออกมาย่อยอวัยวะข้างเคียงจนวินาศสันตโรไปหมด

บางคนก็โชคดี คือหายขาด (แต่ต้องเลิกดื่มเหล้านะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นอีก)

แต่ถ้าโชคร้าย โรคจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีหลายแบบและมีความรุนแรงต่างๆกัน สำหรับคนไข้ของผมคนนี้ได้กลายเป็น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรังหรือ chronic pancreatitis ไปเป็นที่เรียบร้อย

มันเป็นยังไงน่ะเหรอ??? ก็คือตับอ่อนมันจะอักเสบตลอดเวลา (คืออักเสบเรื้อรัง แปลได้กำปั้นทุบดินมากๆ) ก็จะปวดท้องตลอดเวลา

ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากให้ยาแก้ปวด ตอนนี้คนไข้ของผมติด pethidine ไปเป็นที่เรียบร้อย และไม่สามารถให้คนไข้กลับบ้านได้ เพราะว่าถ้าไม่ได้ยาแก้ปวดแรงๆ (คือ pethidine) คนไข้ก็จะปวดท้องอยุ่เรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

คนไข้เองก็ไม่ได้ดูแลตัวเองอะไรดีมากมาย งานการไม่มี ญาติก็ไม่มีตอนนี้ผมยังคิดไม่ตกเลย ว่าจะทำอย่างไร

ถึงแม้จะไม่ค่อยพบ แต่ถ้าเป็นแล้ว morbid มาก ยิ่ง low socioeconomic class แบบนี้ จะ require treatment หรูหราไฮโซยิ่งเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นข้อจำกัดทั้งจากตัวโรคเองและสถานภาพของรพช.และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆที่ทำให้คนไข้กลุ่มนี้ hopeless และทำให้เกิดความอึดอัดในการดูแลเป็นอย่างมาก (ปัญหาเดิมๆของรพช.คือถูกบีบบังคับให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรณือย่างจำกัดแต่เล็งผลเลิศมาตรฐานอเมริกา บัดซบอีกแล้วครับท่าน ฮ่าๆๆๆๆๆ)

case นี้เคยส่งไปรพ.ที่ใหญ่กว่าแล้ว ก็วินิจฉัยมา แล้วบอกให้มารักษาตามอาการในโรงพยาบาลชุมชน ดดยไม่มี long term management ใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้ GP ความรู้น้อยอย่างผมต้องพยายาม manage case เพื่อให้คนไข้สามารถกลับบ้านได้

ก็ค่อยพยายามดูอีกที ผมว่าผมจะไปเป็น specialist บ้าง แค่ refer กลับมาก็จบแล้ว ผมคิดว่จะให้คนไข้นอนรพ.ฉีดยาไปเรื่อยๆจนกว่าคนไข้จะเบื่อ เพราะตัวผมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน แต่บางทีถ้าเรามียาแก้ปวดแบบกินดีๆ หรือมีหมอ ดมยาให้ consult เรื่อง pain management น่าจะดีไม่น้อย

อย่ามาอยู่เลยครับ บ้านนอกอะไรก็ทำกันไปตามมีตามเกิด สงสารทั้งคนไข้ สงสารทั้งตัวเอง

ก็เก็บมาเตือนใจว่า ไม่เป็น chronic pancreatitis ดีที่สุด เหล้าก็เพลาๆลงบ้าง ผมไม่อยากติด pethidine หรือต้องกินยาอะไรก็ตามไปตลอดชีวิต

เลิกพูดดีกว่า

ปล1. เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวดีกว่า เดี๋ยวคิดอะไรออกมาเขียนต่อ อิอิ

2006/Feb/23

เมื่อคืนหลับสบายตลอดคืน โดนตามเพียงเล็กน้อย คุณป้า AN กลับมาแล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามี organic cause จริงๆ แต่สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วก็คือตัดสินใจไปแล้ว รอดุวันที่นัดมา ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

เช้านี้ตื่นแต่เข้า เพราะคนไข้ COPD ที่ผมใส่ tube refer ไป นอน 1 วัน off tubeว่งกลับมา ผมเห็นคนไข้ดีฟังปอดแล้วปกติ ก้เลยให้กลับบ้านไป เช้านี้คนไข้กลับมาอีกด้วยเรื่องหายใจเหนื่อย พร้องกับเสียงซุบซิบๆว่าทำไมไม่ให้คนไข้นอนโรงพยาบาลเมื่อวาน

คำถามคือ ถ้าให้นอนแล้วจะป้องกัน exacerbation (หมายถึง อาการหอบเหนื่อยที่กำเริบในผู้ป่วยถงลมโป่งพองหรือ COPD) ได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้หรอกครับ เพราะธรรมชาติของโรคนี้ เมื่อมี exacerbation แล้ว ปอดจะ recover ในเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หมายความว่าภายใน 6 สัปดาห์นี้ คนไข้ยังจะเหนื่อยมาอีกได้ การป้องกัน exacerbation ของผู้ป่วย COPD นี้ ที่ได้ผล จะต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน

1.ในเรื่องของยาคือต้องใช้ LABA อาจจะร่วมกับ inhale corticostearoid ซึ่งวิจัยออกมาแล้วว่าได้ผลในการลด exacerbation แต่ยาตัวนี้ไม่มีในโรงพยาบาล เคยเอาเข้าที่ประชุมแล้ว เขาบอกว่าต้องทำเรื่องเสนอปีหน้า และถ้ารพ.จังหวัดไม่เล่นด้วยหรือยาแพงเกินไปประมูลไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถนำยามาใช้ได้

โรงพยาบาลมีแต่ theophyline, aminophyline ซึ่ง therapeutic range แคบมาก หมายความว่าใช้ยากแล้วไม่ค่อยได้ผล แล้วจะให้ผมทำยังไง

2.สาเหตุหลักของ COPD exacerbation คือ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ ซึ่งส่วนหนึ่งป้องกันได้จากการฉีด vaccine เพราะฉะนั้น vacination และ eary infectious control จึงเป็นสิ่งจำเป็น แล้วมันจะเป็นไปได้มั้ย vaccine ในรพ.รัฐ ฝันไปเถอะ

3.อีกอันที่ช่วยได้คือ cardiopulmonary rehabiliation program(หมายถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดและหัวใจในผุ้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยจากโรคเรื้อรังของปอดหรือหัวใจ) รวมไปถึง breathing excercise ต่างๆ เป็นไปได้มั้ย ไม่ได้ เพราะมันต้องใช้อุปกรณ์และบุคลากรหลากหลาย แค่ spirometer ยังหาไม่ได้ นักกายภาพไม่มี เอาคนอื่นไปทำได้มั้ย ได้ แต่ว่า แค่นี้คนก็ขาดมากอยุ่แล้ว

ที่ทำได้ดีอยู่แล้วคือ heath education เรื่องการสอนพ่นยา ผมว่าเขาสอนดีมากเลยนะ แต่คนไข้มี attensional deficit เนื่องจากความชรา หรือระดับการศึกษาแบบนี้ หวังผลเลิศคงไม่ได้ อีกอย่าง สอนพ่นดีแค่ไหน แต่ยาพ่นมันห่วย ก็แค่นั้น มองแล้ว hopeless ไปทุกๆทาง แล้วก้มาบอกว่า ต้องป้องกัน excacerbation นะ ยังงั้นยังงี้ แล้วก็ไปทำอะไรกันก็ไม่รู้ ไม่ได้ดูข้อมูลทางวิชาการ มันก็ไม่ได้ผล เรื่องแบบนี้ หมอตัวเล็กๆอย่างผม ไม่สามารถทำอะไรได้หรอกครับ ไอ้หน้าที่อำนวยสิ่งต่างๆทั้งคน เงิน ของน่ะ มันเป็นหน้าที่ของใครกัน

ถ้าไม่มีใครช่วย ทุกข์ก็ตกอยู่กับึคนไข้และผู้ปฏิบัติงานเนี่ยแหละครับ

2006/Feb/07

วันนี้มัวแต่เถลไถลครับ

ตื่น 10 โมง ไปติดต่อเรื่องทุนที่โรงพยาบาลที่ต้องการทำงานในอนาคต

ปรากฏว่าโอกาสได้ทุนน้อยมากๆ ถ้าจะเอาทุนต้องไปเรียน subspecialty ที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ทำให้ต้องกลับมาทบทวนและหาข้อมูลใหม่อีกครั้ง

แต่ได้รู้อะไรลึกๆอีกเยอะแยะในวงการราชการ (น่าเบื่อมากตามเคย)

และได้รู้ว่าคราวที่แล้วที่ไปสัมภาษณ์แล้วเขาไม่รับนอกจากเหตุผลที่ว่ายังใช้ทุนไม่ครบแล้ว พี่ที่ไปคุยด้วยบอกว่าผมดู strict เกินไป ทำอะไรต้องเป๊ะๆๆๆๆ ตรงไปตรงมามากๆ คนอื่นอาจอึดอัดที่จะทำงานด้วย

ก็จริงนะ อิอิ แต่แหม ก็เล่นจัดบรรยากาศการสัมภาษณ์ซะอย่างนั้น ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา ลองคุยกับผมนอกรอบสิครับ ผมว่าจะได้รู้จักตัวตนของผมจริงๆมากกว่านะ ดูภายนอกผมอาจจะไม่น่ารักเท่าไหร่ แต่ผมจริงใจนะครับ อิอิ

อย่างไรก็ตาม ก็ได้ commment มาว่า บุคลิกเหมาะจะไปเป็นอาจารย์ แหม ดีใจจัง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันเลยนะครับ แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ถ้าไม่มีทุน โอกาสที่จะได้เรียนที่ดีๆก็น้อย แต่ถ้าเอาทุนของรพ.จังหวัดที่ไม่อยากไปอยู่ สุดท้ายก็ต้องเสียเวลาไปกับที่ที่ไม่ชอบอีก

Idealistic Goal ตอนนี้ก็คือ เวลาสัทภาษณ์ ผมจะมีประกายของคนที่สามารถเป็น staff ได้จะเปล่งออกมาจนอาจารย์บอกว่า "หมอมา free train เถอะ" โอ้วววว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีน่ะสิ แต่ก็เป็นไปได้ยากเต็มที เพราะความดีแบะความจริงนั้นต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ จะว่าไปสำหรับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาน ผมเหมือนคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า เส้นสายก็ไม่มี จะหวังอะไรกันมากมาย

สรุปว่าตอนนี้ ลืมโรงพยาบาลที่ว่าซะเพราะคงไม่มีโอกาสไปทำงานที่นั่นแล้ว(ตรงตามลางสังหรณ์) แล้วไปหาข้อมูลโรงพยาบาลอื่นแทน ลืมทุกอย่างไปก่อน ตอนนี้สิ่งที่เหมาะสมที่สุดก็คือ หาทุนไปเรียน ให้ได้เรียนก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถที่จะเลือกอะไรต่ออะไรในอนาคตต่อไปได้

กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็เย็นๆค่ำ แต่ก็ต้องไปทำอะไรต่ออีก+เถลไถลเพราะไม่อยากกลับเลย สุดท้ายออกเดนทางช้ามาก กว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่นค่อนคืนทั้งแม่ทั้งแฟนโทรมาเช็คว่าอยู่ที่ไหน ถึงบ้านหรือยังอืม ผมดุแลตัวเองได้น่า ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพแล้วครับ

พรุ่งนี้ก็ต้องกลับมาทำงานเดิมๆอีกแล้ว เบื่อจังเลย แต่ว่า ก็รู้สึกดีขึ้นนะ เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็คือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่ผมก็ต้องเชิดศีรษะ ยืดอก และลุกยืนขึ้น เพื่อที่จะหาทางให้กับชีวิตและก้าวเดินต่อไป

...วันนี้มีเท่านี้แหละครับ...

ปล1.วันนี้คุณครูสอนผมทำ body wave ด้วย แต่ยังทำไม่เก่งเลย ต้องหัดเยอะๆ อยากเต้นได้สวยๆบ้างอิอิ

ปล2.วันนี้คนที่ผมเป็นฮ้วงงงงง...เป็นห่วงเขาร้องไห้ด้วยล่ะครับ แต่จะถามก็ใช่ที่เพราะว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะถามได้ ถามทีไรก็เหมือนจะไม่สะดวกใจที่จะบอก หรือไม่ก็โกรธไปเลย เอาเป็นว่าคอยให้กำลังใจอยู่เงียบๆก็แล้วกัน : )

ปล3.ความรักความความปรารถนาดีที่ไม่ต้องการที่จะครอบครองและไม่หวังสิ่งอื่นใดนอกจากให้อีกฝ่ายมีความสุขนั้นมีอยู่จริงนะครับ

ปล3.ตอนหนึ่งจากเรื่อง "เจ้าชายน้อย"(Le Petit Prince) ของ ปิแอร์ แซงแต็ค ซูแปรี (จำเนื้อเรื่องจรงๆไม่ได้นะครับ แต่ใจความประมาณนี้)

เจ้าชายน้อยบอกว่า

"ถ้าเธอบอกว่าเธอเห็นบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านสีฟ้า มีหลังค าปล่องไฟ และผ้าม่านสีขาว ทางเดินหน้าบ้านเป็นอิฐสีเหลือง และมีต้นกุหลาบที่ออกดอกสีแดงสะพรั่งอยู่รอบรั้ว ผู้ใหญ่จะไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร"

"แต่ถ้าเธอบอกว่า บ้านหลังนั้นราคา 10 ล้านบาท ผู้ใหญ่จะบอกเธอว่า บ้านหลังนั้นสวยงามมาก"

บางทีอาจจะมีแต่เด็กๆเท่านั้นที่เข้าใจว่า "คุณค่า" นั้น ไม่สามารถตีออกมาเป็น "มูลค่า" ได้หรอกครับ

ปล4.คุณค่าในชีวิตของคนบางคนก็คือความเฉลียวฉลาดและความดีงามทั้งปวง

ปล6.ของบางอย่างก็ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจครับ

ปล5.แล้วคุยกันใหม่ครับ